รถยนต์อัจฉริยะกับความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลอะไรบ้างที่ผู้ผลิตแอบเก็บจากคุณ

ในทศวรรษที่ผ่านมา รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่ได้กลายเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของเราได้อย่างมหาศาล ตั้งแต่จุดหมายปลายทางที่คุณเดินทาง พฤติกรรมการเหยียบคันเร่ง ไปจนถึงข้อมูลทางชีวภาพ โดยมีการประเมินว่ารถยนต์สมัยใหม่บางรุ่นอาจสร้างข้อมูลได้สูงถึง 25 กิกะไบต์ต่อชั่วโมง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้บางส่วนอาจถูกส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมนายหน้าซื้อขายข้อมูล (Data Broker) ที่มีความคลุมเครือ

เพื่อสร้างความโปร่งใส บริษัท Privacy4Cars จากสหรัฐอเมริกาจึงได้พัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า Vehicle Privacy Report ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับป้ายกำกับความเป็นส่วนตัวของ Apple และ Google โดยเครื่องมือนี้จะวิเคราะห์ว่าผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง ผ่านการตรวจสอบหมายเลขตัวถังรถ (VIN) และเอกสารนโยบายสาธารณะของบริษัท

รถยนต์ที่เปรียบเสมือน "สมาร์ทโฟนติดล้อ"

Andrea Amico ผู้ก่อตั้ง Privacy4Cars ระบุว่าผู้ใช้รถส่วนใหญ่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละรายมีความโปร่งใสในระดับที่แตกต่างกัน โดยเครื่องมือนี้แบ่งการจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 หมวดหมู่หลัก คือ ข้อมูลที่ผู้ผลิตจัดเก็บ (เช่น ข้อมูลระบุตัวตน, ไบโอเมตริกซ์, ตำแหน่งที่ตั้ง และโปรไฟล์ผู้ใช้) และ ผู้ที่ได้รับข้อมูล (เช่น บริษัทในเครือ, ผู้ให้บริการประกันภัย, หน่วยงานรัฐบาล และนายหน้าข้อมูล)

สรุปการเก็บข้อมูลของแบรนด์รถยนต์ยอดนิยมในสหรัฐฯ
แบรนด์ ข้อมูลเด่นที่จัดเก็บ การจัดการข้อมูลไบโอเมตริกซ์/โทรศัพท์
Toyota พฤติกรรมการขับขี่, ตำแหน่งที่บันทึกไว้, ภาพจากเซนเซอร์ สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน (เก็บในรถ ไม่ส่งเข้าบริษัท)
Honda ระดับเชื้อเพลิง, แรงดันลมยาง, คำสั่งเสียง, ประวัติการโทร ข้อมูลไบโอเมตริกซ์เก็บในคอมพิวเตอร์บนรถเท่านั้น
Ford พฤติกรรมการเหยียบแป้น, สภาพอากาศท้องถิ่น, ประวัติการฟังเพลง ใช้ระบบจดจำเสียงเพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานสื่อ
Chevrolet (GM) ประวัติเส้นทาง, เหตุการณ์เบรกกะทันหัน, การใช้พลังงานในบ้าน เก็บข้อมูลจากภาพกล้องและเซนเซอร์ต่างๆ
Jeep / Ram ข้อมูลการใช้ Cruise Control, การเติมน้ำมัน, รหัสข้อผิดพลาด เก็บลายนิ้วมือและใบหน้าหากใช้กุญแจดิจิทัล

เจาะลึกรายละเอียดการเก็บข้อมูลรายแบรนด์

Toyota: เน้นพฤติกรรมและการยืนยันตัวตน

Toyota เก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ ที่อยู่ และใบขับขี่ รวมถึง พฤติกรรมการขับขี่ (Driving Behavior) ซึ่งครอบคลุมถึงความเร็ว การเลี้ยว และการเบรก สำหรับระบบจดจำใบหน้า Corey Proffitt ผู้บริหารของ Toyota ยืนยันว่าข้อมูลนี้ถูกเก็บไว้ในตัวรถเพื่อระบุโปรไฟล์ผู้ขับขี่เท่านั้น ไม่มีการส่งกลับไปยังบริษัท และผู้ใช้สามารถปิดการส่งข้อมูลทั้งหมดได้ผ่าน Privacy Hub

Image 15

Honda: ข้อมูลทางเทคนิคและคำสั่งเสียง

Honda จัดเก็บสิ่งที่เรียกว่า Covered Information ซึ่งรวมถึงข้อมูลตัวรถ เช่น สถานะแบตเตอรี่ และข้อมูลการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลการใช้งานระบบเชื่อมต่อ เช่น ประวัติการโทรและคำสั่งเสียง โดยข้อมูลบางส่วนจะถูกเก็บเป็น On-board data ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกโดยช่างเทคนิคเท่านั้น

Ford: การวิเคราะห์สื่อและสภาพแวดล้อม

Ford ให้ความสำคัญกับข้อมูลการขับขี่และสภาพแวดล้อม เช่น สภาพอากาศในพื้นที่ และมีการใช้ Media Analytics เพื่อวิเคราะห์ว่าผู้ขับขี่ฟังเพลงแนวไหน หรือใช้สถานีวิทยุใด โดย Ford ระบุว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของยานพาหนะ

Chevrolet และ Stellantis (Jeep/Ram): ข้อมูลเชิงลึกและระบบดิจิทัล

Chevrolet (ภายใต้ GM) สามารถเก็บข้อมูลไปจนถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้านสำหรับรถ EV ขณะที่ Stellantis ซึ่งดูแลแบรนด์ Jeep และ Ram มีการเก็บข้อมูลที่ละเอียด เช่น การใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และอาจเก็บข้อมูลลายนิ้วมือหากผู้ใช้เลือกใช้บริการกุญแจดิจิทัล โดย Stellantis ให้สิทธิผู้ใช้ในการขอ "สิทธิที่จะถูกลืม" (Right to be forgotten) เพื่อลบข้อมูลส่วนบุคคลได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ปริมาณข้อมูล: รถยนต์สมัยใหม่สามารถสร้างข้อมูลได้มหาศาลถึง 25 GB ต่อชั่วโมง
  • ประเภทข้อมูล: ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลระบุตัวตน (ชื่อ, ที่อยู่) ไปจนถึงข้อมูลทางชีวภาพ (ใบหน้า, ลายนิ้วมือ) และพฤติกรรมการขับขี่
  • การเข้าถึงของรัฐ: ผู้ผลิตรถยนต์เกือบทุกรายจะส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานรัฐหรือตำรวจหากมีคำขอทางกฎหมาย
  • การควบคุม: ผู้ใช้ส่วนใหญ่สามารถเลือก Opt-out หรือปิดการส่งข้อมูลบางส่วนได้ผ่านการตั้งค่าในรถหรือแอปพลิเคชัน
  • ความแตกต่างทางกฎหมาย: นโยบายการเก็บข้อมูลอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลเข้มงวดกว่ารัฐอื่นในสหรัฐฯ

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ผลิตรถยนต์นำข้อมูลของเราไปใช้ทำอะไร?

ข้อมูลถูกนำไปใช้ในหลายวัตถุประสงค์ เช่น การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงความปลอดภัย การวิเคราะห์คุณภาพการขับขี่ และบางกรณีถูกนำไปใช้เพื่อการตลาดแบบเฉพาะบุคคล

ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ เช่น ใบหน้าหรือลายนิ้วมือ ถูกส่งไปยังบริษัทหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับแบรนด์ เช่น Toyota และ Honda ระบุว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ภายในตัวรถเท่านั้น ไม่มีการส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

เราสามารถป้องกันไม่ให้รถยนต์เก็บข้อมูลได้หรือไม่?

ได้ในระดับหนึ่ง ผู้ขับขี่สามารถเข้าไปปิดการส่งข้อมูล (Data Transmission) ในเมนูการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของรถ หรือแจ้งความประสงค์ผ่านศูนย์บริการลูกค้าของแบรนด์นั้นๆ

ข้อมูลจากโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับรถถูกเก็บไปด้วยหรือไม่?

ผู้ผลิตหลายราย เช่น Toyota และ Stellantis ระบุว่าข้อมูลการซิงค์รายชื่อติดต่อหรือประวัติการโทรจะถูกเก็บไว้ในรถเท่านั้น แต่ข้อมูลจากแอปพลิเคชันของแบรนด์ที่ติดตั้งในมือถือจะถูกจัดเก็บโดยบริษัท

หมายเลข VIN มีความสำคัญอย่างไรในการตรวจสอบความเป็นส่วนตัว?

หมายเลข VIN (Vehicle Identification Number) เป็นรหัสเฉพาะของรถแต่ละคัน ซึ่งเครื่องมืออย่าง Vehicle Privacy Report ใช้เพื่อระบุรุ่น ปี และนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ผูกกับรถคันนั้นๆ ได้อย่างแม่นยำ