ยุทธศาสตร์ Hellscape: แผนใช้ฝูงโดรนสหรัฐฯ สกัดกั้นการบุกไต้หวันของจีน

ในแวดวงความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเชื่อว่าจีนอาจตัดสินใจบุกไต้หวันเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ กองทัพสหรัฐฯ จึงได้เตรียมแผนรับมือที่ดุดันและล้ำสมัย โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนช่องแคบไต้หวันให้กลายเป็น "Hellscape" หรือพื้นที่นรกสำหรับผู้รุกราน

พลเรือเอก Samuel Paparo ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก (US Indo-Pacific Command) ได้อธิบายถึงแผนการนี้ว่า จะเป็นการระดม โดรน (Drones) หรืออากาศยานไร้คนขับจำนวนมหาศาล ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เข้าสู่พื้นที่ช่องแคบไต้หวัน เพื่อสร้างความโกลาหลและชะลอการบุกของจีนให้ได้นานที่สุด ซึ่งจะช่วยให้สหรัฐฯ และพันธมิตรมีเวลาเพียงพอในการระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเข้ามาในภูมิภาค

กำแพงโดรน: การเผชิญหน้าทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ

ปัจจุบันจีนได้เร่งเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Center for Strategic & International Studies (CSIS) ระบุว่า กองทัพเรือจีน (PLA Navy) มีเรือรบถึง 234 ลำ ซึ่งมากกว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ที่มี 219 ลำ นอกจากนี้ กองทัพอากาศจีนยังมีจำนวนเครื่องบินรบมากที่สุดในภูมิภาค

ในด้านเทคโนโลยีไร้คนขับ จีนมีความได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกโดรนติดอาวุธรายใหญ่ของโลก และบริษัท DJI ของจีนยังครองตลาดโดรนเชิงพาณิชย์ถึง 3 ใน 4 ของโลก ซึ่งโดรนเหล่านี้สามารถถูกดัดแปลงเป็นอาวุธสงครามได้ง่าย Stacie Pettyjohn จาก Center for a New American Security (CNAS) ชี้ให้เห็นว่า จีนสามารถผลิตโดรนเลียนแบบรุ่นประสิทธิภาพสูงของสหรัฐฯ เช่น MQ-9 Reaper หรือ RQ-4 Global Hawk ได้ในราคาที่ถูกกว่า และมีความสามารถในการผลิตจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

สรุปการเปรียบเทียบกำลังทางทหารและขีดความสามารถด้านโดรน
หัวข้อเปรียบเทียบ สหรัฐอเมริกาและพันธมิตร จีน (PLA)
จำนวนเรือรบ 219 ลำ (สหรัฐฯ) 234 ลำ
การผลิตโดรน เน้นคุณภาพสูง/ราคาสูง เน้นปริมาณมาก/ราคาถูก/ผลิตเร็ว
ส่วนแบ่งตลาดโดรนพาณิชย์ น้อยกว่า ครองตลาดประมาณ 75% (DJI)
ยุทธศาสตร์หลัก สร้าง "Hellscape" ด้วยฝูงโดรนอัตโนมัติ ใช้จำนวนที่เหนือกว่าในการบุกยึด

กลยุทธ์การรบแบบ "เม่น" และบทเรียนจากยูเครน

แนวคิดการป้องกันไต้หวันในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจาก "Porcupine Strategy" หรือยุทธศาสตร์เม่น ที่เน้นการใช้ขีปนาวุธและทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความสูญเสียอย่างหนักแก่ผู้บุกรุก แต่การเพิ่มฝูงโดรนเข้าไปจะทำให้การป้องกันแข็งแกร่งขึ้น โดยโดรนเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายตรวจการณ์ (ISR - Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance) และนำทางขีปนาวุธต่อต้านเรือรบระยะไกลให้โจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

บทเรียนสำคัญมาจากสงครามในยูเครน ซึ่งกองทัพยูเครนใช้โดรนขนาดเล็กและโดรนพลีชีพเข้าทำลายยานเกราะและเรือรบของรัสเซียในทะเลดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีจำนวนกำลังพลน้อยกว่า สหรัฐฯ จึงนำแนวทางนี้มาปรับใช้ โดยเสนอให้ไต้หวันติดตั้งโดรนหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบประสิทธิภาพสูงสำหรับสอดแนม และแบบราคาถูกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Kamikaze Drones) เพื่อให้สามารถทำลายกองเรือบุกของจีนได้

โครงการ Replicator: เร่งผลิตอาวุธไร้คนขับระดับหมื่นชิ้น

เพื่อปิดช่องว่างด้านจำนวน สหรัฐฯ ได้เปิดตัวโครงการ Replicator ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างและติดตั้งระบบอัตโนมัติที่ "Attritable" (หมายถึงอาวุธที่ยอมให้สูญเสียได้เนื่องจากราคาถูก) จำนวนหลายพันชิ้นภายใน 18-24 เดือน โดยมีการจัดสรรงบประมาณกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณ 2024 และ 2025

ตัวอย่างความคืบหน้าของโครงการนี้ ได้แก่ การเร่งนำ Switchblade-600 ซึ่งเป็นโดรนพลีชีพแบบพกพามาใช้งาน และการพัฒนาเรือโดรนภายใต้โครงการ Prime ที่สามารถเดินทางได้หลายร้อยไมล์เพื่อตรวจจับและโจมตีเรือศัตรูโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนไต้หวันด้วยการขายโดรน ALTIUS 600M-V และ Switchblade-300 เพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันชายฝั่ง

ความท้าทายด้านการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน

แม้แผนการจะดูสมบูรณ์แบบ แต่ปัญหาใหญ่คือ ขีดความสามารถในการผลิต รายงานจาก Rand Corporation และ CNAS ระบุว่า ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหรัฐฯ อาจไม่สามารถผลิตโดรนในปริมาณมหาศาลได้ทันท่วงที เนื่องจากระบบการจัดซื้อที่พึ่งพาบริษัทรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งขาดความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับจีนที่สามารถเร่งการผลิตได้รวดเร็วกว่า 5-6 เท่า

นอกจากนี้ ไต้หวันยังเผชิญปัญหาการพึ่งพาชิ้นส่วนโดรนจากจีน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกติดตามหรือมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลไต้หวันต้องเร่งพัฒนาการผลิตโดรนภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • เป้าหมายของ Hellscape: ใช้ฝูงโดรนจำนวนมากสร้างความโกลาหลในช่องแคบไต้หวันเพื่อถ่วงเวลาให้สหรัฐฯ ระดมกำลัง
  • ความได้เปรียบของจีน: มีจำนวนเรือรบและเครื่องบินรบมากกว่า รวมถึงมีความสามารถในการผลิตโดรนราคาถูกในปริมาณมหาศาล
  • โครงการ Replicator: แผนของเพนตากอนในการผลิตโดรน AI ราคาถูกที่ยอมให้สูญเสียได้ (Attritable) จำนวนหลายพันชิ้น
  • บทเรียนจากยูเครน: การใช้โดรนขนาดเล็กทำลายกองเรือและยานเกราะ เป็นต้นแบบในการวางยุทธศาสตร์ป้องกันไต้หวัน
  • จุดอ่อนของสหรัฐฯ: ระบบการผลิตอาวุธที่ล่าช้าและพึ่งพาผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย ทำให้การขยายกำลังการผลิตทำได้ยาก

คำถามที่พบบ่อย

ยุทธศาสตร์ Hellscape คืออะไร?

คือแผนการของกองทัพสหรัฐฯ ที่จะระดมฝูงโดรนไร้คนขับจำนวนมหาศาล ทั้งทางบก เรือ และอากาศ เข้าไปในช่องแคบไต้หวัน เพื่อสกัดกั้นและสร้างความเสียหายแก่กองทัพจีนที่พยายามบุกไต้หวัน โดยเน้นการสร้างความโกลาหลเพื่อซื้อเวลาในการเตรียมการรบ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องใช้โดรนจำนวนมากแทนที่จะใช้เครื่องบินรบปกติ?

เนื่องจากโดรนมีราคาถูกกว่า ลดความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิตนักบิน และสามารถผลิตได้ในปริมาณมากจนสามารถ "ท่วม" ระบบป้องกันภัยทางอากาศของศัตรูได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในสงครามยูเครน

โครงการ Replicator มีบทบาทอย่างไรในแผนนี้?

Replicator คือโครงการเร่งด่วนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อผลิตระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในราคาประหยัดและจำนวนมาก เพื่อให้มีอาวุธเพียงพอสำหรับการทำสงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาเพียงอาวุธราคาแพงที่มีจำนวนจำกัดได้

จีนมีความได้เปรียบเหนือสหรัฐฯ ในด้านโดรนอย่างไร?

จีนมีความสามารถในการผลิตโดรนเชิงพาณิชย์และโดรนทหารในปริมาณมหาศาลและราคาถูกกว่า รวมถึงมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ทำให้สามารถปรับตัวและเพิ่มจำนวนอาวุธได้รวดเร็วกว่าระบบอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ

ไต้หวันเตรียมตัวอย่างไรนอกเหนือจากการรับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ?

ไต้หวันกำลังเร่งจัดหาโดรนโจมตีที่ใช้ AI และพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตโดรนภายในประเทศเอง เพื่อลดการพึ่งพาชิ้นส่วนจากจีนและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการส่งมอบอาวุธจากสหรัฐฯ