ทางเท้าสำหรับผู้ใช้มือถือ นวัตกรรมแก้ปัญหาคนเดินก้มหน้าในฉงชิ่งและวอชิงตัน ดี.ซี.
ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ปัญหา "สังคมก้มหน้า" ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะบนทางเท้าที่แออัด ซึ่งผู้คนที่จดจ่ออยู่กับหน้าจอมักเดินอย่างไร้ทิศทางจนสร้างความลำบากให้แก่ผู้ร่วมทางคนอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บางเมืองจึงเริ่มทดลองแบ่งเลนทางเท้าให้ชัดเจนระหว่างผู้ที่ใช้งานโทรศัพท์และผู้ที่เดินปกติ
ที่จุดท่องเที่ยว Yangrenjie ในเมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน ได้มีการจัดสรรพื้นที่ทางเท้าขนาดกว้าง 10 ฟุต ยาว 164 ฟุต ให้กลายเป็น "ทางเท้าสำหรับโทรศัพท์มือถือ" แห่งแรกของประเทศ โดยใช้เส้นสีขาวแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนสามารถเดินคุยโทรศัพท์ พิมพ์ข้อความ หรือเดินด้วยความเร็วที่ไม่คงที่ได้อย่างอิสระ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งถูกสงวนไว้สำหรับคนที่ต้องการเดินสัญจรโดยไม่มีอุปสรรคจากผู้ที่ติดหน้าจอ
อย่างไรก็ตาม ทางการได้ติดตั้งป้ายเตือนสำหรับผู้ที่เลือกเดินในเลนมือถือว่า "โปรดเดินในเลนนี้ด้วยความเสี่ยงของท่านเอง" เพื่อเป็นการแจ้งให้ทราบว่าผู้ใช้งานต้องระมัดระวังความปลอดภัยด้วยตนเอง
การทดลองในระดับสากลและผลลัพธ์ที่แตกต่าง
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจีนเท่านั้น เพราะในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ทางช่อง National Geographic ได้ทำการทดลองทางพฤติกรรมเพื่อถ่ายทำซีรีส์ชุด Mind Over Masses โดยการแบ่งทางเท้าบนถนนสาย 18 เป็นสองเลน คือเลน "ห้ามใช้โทรศัพท์" และเลนสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์ที่ระบุว่า "เดินด้วยความเสี่ยงของท่านเอง"
แต่ผลลัพธ์ในวอชิงตัน ดี.ซี. กลับไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากคนเดินถนนจำนวนมากเพิกเฉยต่อเครื่องหมายที่กำหนดไว้ หรือบางส่วนเพียงแค่หยุดถ่ายรูปป้ายด้วยความแปลกใจ ซึ่งต่างจากเมืองฉงชิ่งที่ทางการหวังว่าการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบจะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวในการสัญจรได้จริง
มุมมองที่หลากหลายต่อการแบ่งเลนทางเท้า
แม้ว่าเป้าหมายหลักคือการเพิ่มความปลอดภัย แต่แนวคิดนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดย Xing Xing นักแสดงชาวจีน ให้ความเห็นว่า แม้การแบ่งเลนจะช่วยลดความเสี่ยงในบางสถานการณ์ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และในระยะยาวอาจเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมเสพติดสมาร์ทโฟนให้รุนแรงขึ้นจนนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ในอนาคต
ในโลกโซเชียลอย่าง Weibo ของจีน ผู้ใช้งานบางรายตั้งคำถามเชิงประชดประชันว่า หากกำลังเดินในเลนปกติแล้วมีสายเรียกเข้า พวกเขาต้องกระโดดข้ามไปอีกเลนหนึ่งทันทีหรือไม่ ขณะที่บางคนเปรียบเปรยว่า ในอนาคตอาจจะต้องมีการสร้างเลนพิเศษสำหรับคนเมาที่ขับรถบนถนนด้วยเช่นกัน
ในทางกลับกัน ชาวเมืองบางส่วน เช่น คุณ Wang Li กลับมองว่าวิธีนี้มีประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ที่ไม่อาจละสายตาจากหน้าจอได้ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนในจีนมากกว่า 500 ล้านคนในปีนี้
ทว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างทางเท้าแปลกใหม่นี้ในฉงชิ่งกลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน นั่นคือการเกิด การจราจรติดขัดของคนเดินเท้า เนื่องจากผู้คนจำนวนมากหยุดยืนถ่ายรูปทางเท้าแห่งนี้ด้วยความสนใจ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถานที่ทดลอง: จุดท่องเที่ยว Yangrenjie เมืองฉงชิ่ง (จีน) และ ถนนสาย 18 กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (สหรัฐฯ)
- รูปแบบการจัดการ: แบ่งทางเท้าเป็น 2 เลน (เลนสำหรับผู้ใช้มือถือ และ เลนสำหรับคนเดินปกติ)
- คำเตือน: มีการระบุว่าผู้ใช้เลนมือถือต้องยอมรับความเสี่ยงในการเดินด้วยตนเอง
- วัตถุประสงค์: เพื่อลดอุบัติเหตุและลดการกีดขวางทางเดินจากผู้ที่จดจ่อกับสมาร์ทโฟน
- ผลกระทบข้างเคียง: เกิดการติดขัดเนื่องจากผู้คนหยุดถ่ายรูปความแปลกใหม่ของทางเท้า
| หัวข้อเปรียบเทียบ | เมืองฉงชิ่ง (จีน) | วอชิงตัน ดี.ซี. (สหรัฐฯ) |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์ | แก้ปัญหาการสัญจรและเพิ่มความปลอดภัย | ทดสอบพฤติกรรมเพื่อถ่ายทำสารคดี |
| ลักษณะการแบ่ง | ใช้เส้นสีขาวแบ่งเลนชัดเจน | ใช้ป้ายระบุเลนบนพื้นทางเท้า |
| ปฏิกิริยาของผู้คน | สนใจจนเกิดการติดขัดเพื่อถ่ายรูป | ส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อเครื่องหมาย |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมต้องมีการแบ่งเลนทางเท้าสำหรับผู้ใช้มือถือ?
เพื่อลดปัญหาการเดินกีดขวางทางสัญจรและลดอุบัติเหตุที่เกิดจากผู้ที่จดจ่ออยู่กับสมาร์ทโฟนจนไม่สังเกตสิ่งรอบข้าง ทำให้คนที่เดินปกติสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น
เลนสำหรับผู้ใช้มือถือมีความปลอดภัยหรือไม่?
ทางเท้าประเภทนี้ไม่ได้การันตีความปลอดภัย 100% โดยมีการติดป้ายเตือนให้ผู้ใช้งาน "เดินด้วยความเสี่ยงของตนเอง" เนื่องจากผู้ใช้เลนนี้มักมีความระมัดระวังต่ำกว่าปกติ
การทดลองนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่?
ผลลัพธ์มีความแตกต่างกัน ในวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ปฏิบัติตาม ส่วนในฉงชิ่งแม้จะช่วยแยกกลุ่มคนได้ แต่กลับสร้างปัญหาการจราจรติดขัดชั่วคราวจากคนที่มาถ่ายรูป
มีผู้คัดค้านแนวคิดนี้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
มีผู้คัดค้านบางส่วนที่มองว่าการทำเช่นนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่เป็นการส่งเสริมหรือให้ท้ายผู้ที่ติดสมาร์ทโฟน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นในอนาคต
