งบประมาณกลาโหมยุโรป พุ่งทะยานสู่พันล้านยูโร เร่งพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธและ AI ยุคใหม่
สหภาพยุโรปกำลังเร่งเครื่องการลงทุนในด้านอาวุธและเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างก้าวกระโดด โดยเปลี่ยนจากงบประมาณ 142 ล้านยูโรต่อปี ขึ้นสู่ระดับ 1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ความมั่นคงครั้งใหญ่ โดยในช่วงปี 2021 ถึง 2027 บรัสเซลส์ได้จัดสรรแพ็กเกจงบประมาณสูงถึง 7.3 พันล้านยูโร (7.9 พันล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับช่วงปี 2017-2020 ที่ลงทุนไปเพียง 590 ล้านยูโร
ในปีนี้เพียงปีเดียว กองทุนป้องกันยุโรป (European Defense Fund หรือ EDF) ได้จัดสรรงบประมาณ 1.1 พันล้านยูโร ผ่านการเปิดรับข้อเสนอ 34 หัวข้อวิจัยทางทหาร ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างโดรนรุ่นใหม่, เซนเซอร์เพิ่มประสิทธิภาพเรดาร์, ระบบต่อต้านขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (ขีปนาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า), การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม, อาวุธอัจฉริยะ ไปจนถึงเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูง
จุดเปลี่ยนสำคัญและการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ
แม้โครงการป้องกันร่วมกันของยุโรปจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ปี 2015 แต่เหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครนคือตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปทุ่มงบประมาณด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในเป้าหมายหลักคือการพัฒนาโดรนระยะไกลเพดานบินปานกลางที่ติดตั้งระบบ Istar (Intelligence, Surveillance, Target Acquisition, and Recognition) หรือระบบข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ การระบุเป้าหมาย และการตรวจการณ์ ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนถึง 100 ล้านยูโร
นอกจากนี้ ยูโรเปียยังได้ลงทุนในโครงการ Eurodrone ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของยักษ์ใหญ่ด้านการบินอย่าง Airbus และ Dassault Aviation จากฝรั่งเศส และ Leonardo จากอิตาลี โดยได้รับเงินสนับสนุน 98 ล้านยูโร จากงบประมาณรวม 290 ล้านยูโร ขณะที่โดรนขนาดเล็กที่นำทางด้วยระบบอัตโนมัติได้รับงบประมาณต้นแบบอีก 11 ล้านยูโร

การผสาน AI และระบบสื่อสารความมั่นคงสูง
หัวใจสำคัญของการรบสมัยใหม่คือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการถูกแฮ็กหรือเข้าควบคุมโดรนจากระยะไกล EDF จึงทุ่มงบ 25 ล้านยูโรเพื่อสร้างเครือข่าย 5G สำหรับการทหาร และอีก 25 ล้านยูโรสำหรับต้นแบบการสื่อสารผ่านดาวเทียม รวมถึง 24 ล้านยูโรสำหรับระบบโดรนใต้น้ำ
ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการจัดสรรงบ 45 ล้านยูโรเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ต้นแบบที่ช่วยให้ศูนย์ปฏิบัติการที่ควบคุมโดยมนุษย์สามารถสื่อสารกับระบบอัตโนมัติได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของศาสตราจารย์ Anthony King จากมหาวิทยาลัย Exeter ที่ระบุว่า AI ในทางทหารปัจจุบันไม่ได้เน้นเพียงการสร้างหุ่นยนต์สังหาร แต่เน้นการใช้ Big Data และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของศัตรูในโลกไซเบอร์ ช่วยให้กองทัพมองเห็นภาพรวมของสนามรบได้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น
การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูล
- การควบคุมฝูงโดรน: ลงทุน 4 ล้านยูโรเพื่อพัฒนารูปแบบการสั่งการยานยนต์อัตโนมัติแบบกลุ่ม (Swarms)
- ความปลอดภัยใต้น้ำ: ลงทุน 4 ล้านยูโรเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้สายเคเบิลใต้น้ำซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของอินเทอร์เน็ต
- แพลตฟอร์มข้อมูลรวม: โครงการมูลค่า 157 ล้านยูโรโดย Leonardo, Airbus และ ArianeGroup เพื่อรวมข้อมูลจากอวกาศมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียวแบบเรียลไทม์
- การนำทางไร้ดาวเทียม: งบ 6 ล้านยูโรสำหรับเทคโนโลยีนำทางโดรนของเอสโตเนียที่ทำงานได้แม้ถูกตัดสัญญาณดาวเทียม โดยใช้การวิเคราะห์ภาพที่เห็นจริง
นวัตกรรมอาวุธและยุทโธปกรณ์แห่งอนาคต
ยุโรปไม่ได้เน้นเพียงแค่ระบบสนับสนุน แต่ยังมุ่งพัฒนาอาวุธทำลายล้างที่มีความแม่นยำสูง โดยมีการจัดสรรงบ 25 ล้านยูโรสำหรับยานเกราะรุ่นถัดไป และ 30 ล้านยูโรสำหรับอาวุธอัจฉริยะ รวมถึง 20 ล้านยูโรเพื่อหาวิธีนำทางโดรนในพื้นที่ "non-permissive" หรือพื้นที่สงครามที่มีความเสี่ยงสูง
ที่น่าจับตามองคือโครงการโดรนภาคพื้นดินมูลค่า 50 ล้านยูโรที่มี "ฟังก์ชันสังหาร" ซึ่งครอบคลุมการศึกษาเรื่องการกำหนดเป้าหมายอัตโนมัติ รวมถึงการวิเคราะห์ด้านจริยธรรมและกฎหมายในการนำโดรนรบอัตโนมัติมาใช้ในกองทัพ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา Loitering Munitions หรือโดรนพลีชีพที่บินวนรอเป้าหมาย และการพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธที่เลียนแบบโมเดล Iron Dome ของอิสราเอล
สรุปโครงการยุทโธปกรณ์เด่น
| โครงการ/เทคโนโลยี | งบประมาณ (โดยประมาณ) | จุดประสงค์หลัก |
|---|---|---|
| Marte (Main ARmored Tank of Europe) | 20 ล้านยูโร | พัฒนาเทคโนโลยีรถถังหลักรุ่นใหม่ |
| Epc2 (EU Patrol Corvette) | 154 ล้านยูโร | สร้างเรือคอร์เวตตรวจการณ์ของสหภาพยุโรป |
| อาวุธเลเซอร์ (Cilas) | 25 ล้านยูโร | พัฒนาอาวุธเลเซอร์ชิ้นแรกของยุโรป |
| ระบบป้องกันขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก | 80 ล้านยูโร | ศึกษาวิธีป้องกันอาวุธความเร็วสูงพิเศษ |
| เรือไร้คนขับ (Hydrofoil) | 25 ล้านยูโร | ต้นแบบเรือขับเคลื่อนอัตโนมัติความเร็วสูง |
เครือข่ายพันธมิตรและการระดมทุน
นอกเหนือจาก EDF แล้ว ยุโรปยังมีช่องทางสนับสนุนทางการเงินอื่นๆ เช่น Eudis มูลค่า 2 พันล้านยูโรเพื่อช่วยสตาร์ทอัพและ SMEs ด้านป้องกันประเทศ และ European Investment Fund (EIF) ที่เน้นเทคโนโลยีแบบ Dual-use (ใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร) โดยมีงบ 175 ล้านยูโรจนถึงปี 2027
ความร่วมมือที่สำคัญที่สุดคือการจับมือระหว่าง EIF และ NATO Innovation Fund (NIF) ซึ่งเป็นกองทุนร่วมทุนของ 24 ประเทศสมาชิกนาโต โดยมีเงินทุน 1 พันล้านยูโรเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์และวัสดุศาสตร์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนใน Arx Robotics สตาร์ทอัพเยอรมันที่สร้างยานยนต์ป้องกันอัตโนมัติ ซึ่งถูกนำไปใช้จริงแล้วในกองทัพเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ และในสมรภูมิยูเครน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- งบประมาณพุ่งสูง: จาก 142 ล้านยูโร สู่ 1 พันล้านยูโรต่อปี เพื่อเร่งการผลิตอาวุธ
- เน้นเทคโนโลยี AI: ใช้ AI และ Big Data เพื่อวิเคราะห์สนามรบและเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ
- โดรนคือหัวใจ: ลงทุนมหาศาลทั้งโดรนอากาศ (Eurodrone), โดรนใต้น้ำ และโดรนภาคพื้นดิน
- หุ้นกลุ่มป้องกันพุ่ง: ดัชนี Euro Stock Aerospace & Defense เพิ่มขึ้นถึง 194% ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2022
- เป้าหมายปี 2027: ยุโรปต้องการมีต้นแบบโดรนรบและระบบสั่งการที่พัฒนาขึ้นเองภายในท้องถิ่น
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมสหภาพยุโรปถึงเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างรวดเร็ว?
ปัจจัยหลักมาจากการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย ซึ่งทำให้ยุโรปตระหนักถึงความจำเป็นในการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารให้ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม
AI ถูกนำมาใช้ในกองทัพยุโรปอย่างไรบ้าง?
AI ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อสร้างหุ่นยนต์รบ แต่เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Big Data) จากไซเบอร์และดาวเทียม เพื่อระบุรูปแบบการเคลื่อนไหวของศัตรู และช่วยให้การสั่งการในศูนย์ปฏิบัติการมีความแม่นยำมากขึ้น
Loitering Munitions คืออะไรและทำไมถึงเป็นที่สนใจ?
คือ "โดรนพลีชีพ" ที่สามารถบินวนเวียนอยู่ในพื้นที่เป้าหมายเป็นเวลานานจนกว่าจะตรวจพบเป้าหมายที่ถูกต้องแล้วจึงพุ่งชนเพื่อทำลาย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีข้อถกเถียงด้านจริยธรรม
กองทุน NATO Innovation Fund (NIF) มีบทบาทอย่างไร?
NIF ทำหน้าที่เป็นกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) ที่นำเงินจากประเทศสมาชิกนาโตไปลงทุนในสตาร์ทอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, หุ่นยนต์ และไบโอเทคโนโลยี เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในด้านความมั่นคง
เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในด้านอื่นนอกเหนือจากสงครามหรือไม่?
ใช่ เทคโนโลยีหลายอย่างเป็นแบบ Dual-use ซึ่งสามารถนำไปใช้ในงานพลเรือนได้ และในบริบทของสหภาพยุโรป เทคโนโลยีโดรนและการเฝ้าตรวจยังถูกนำมาใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการควบคุมพรมแดนและการจัดการปัญหาการย้ายถิ่นฐานด้วย



