ความมั่นคงโลกสั่นคลอน เมื่อเพนตากอนจ่อหั่นงบป้องกันอาวุธทำลายล้างสูง
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาปรับลดงบประมาณด้านการต่างประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ยับยั้งการแพร่ขยายของ อาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction - WMD) และการสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทั่วโลก โดยมีความเป็นไปได้ว่าบางโครงการอาจถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิง
จากการเปิดเผยร่างเอกสารการทำงานพบว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน กำลังประเมินผลกระทบจากการปรับลดงบประมาณในโครงการ "ความร่วมมือด้านความมั่นคง" ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ซึ่งต้องการให้หน่วยงานต่างๆ วิเคราะห์ผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากมีการลดจำนวนบุคลากรตั้งแต่ 25%, 50%, 75% ไปจนถึงการยุบหน่วยงานทิ้ง
การทบทวนงบประมาณครั้งนี้เป็นผลมาจากคำสั่งบริหารเมื่อวันที่ 20 มกราคม ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ให้ตรวจสอบโครงการช่วยเหลือต่างประเทศทั้งหมด โดยเพนตากอนมุ่งเน้นให้การใช้จ่ายสอดคล้องกับเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ การป้องปรามจีน, การเพิ่มความปลอดภัยบริเวณชายแดน และการผลักดันให้พันธมิตรแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมทั้งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและความพยายามลดภัยคุกคามร่วมกัน
ระดับความเสี่ยงจากการตัดงบประมาณ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอระดับการตัดงบประมาณที่ "ยอมรับได้" ในระดับต่ำสุดที่ 20%, 40% และ 60% โดยระบุว่าหากถูกตัดงบถึง 60% จะถือเป็นเส้นตายที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทั้งในระดับโลกและภายในสหรัฐฯ อย่างรุนแรง
- ลดงบ 20%: ส่งผลกระทบต่อการกวาดล้างทุ่นระเบิดในเขตสงครามเก่า และบั่นทอนโครงการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อในแอฟริกา รวมถึงลดมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการทั่วโลก
- ลดงบ 40%: โครงการต่อต้านลัทธิสุดโต่งในแอฟริกาและตะวันออกกลางจะถูกจำกัด การกวาดล้างทุ่นระเบิดจะยุติลง และโครงการสกัดกั้นการพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูงรวมถึงการเฝ้าระวังทางชีวภาพจะถูกปิดตัวลง
- ลดงบ 60%: สหรัฐฯ จะสูญเสียบทบาทหลักในการป้องกันการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ เคมี และชีวภาพ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในห้องแล็บหรือการถูกโจรกรรมวัสดุชีวภาพอันตราย
หากมีการสั่งปิดการดำเนินงานทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงมาตรการความมั่นคงชายแดนและการปราบปรามการค้ายาเสพติดอีกด้วย
บทบาทของ DTRA และความสำคัญต่อความมั่นคง
หนึ่งในหน่วยงานที่ตกเป็นเป้าหมายคือ สำนักงานลดภัยคุกคามด้านกลาโหม (Defense Threat Reduction Agency - DTRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการต่อต้านการแพร่ขยายของอาวุธเคมี ชีวภาพ และนิวเคลียร์ ผลงานที่ผ่านมาของ DTRA ได้แก่ การทำลายอาวุธเคมีในซีเรีย, การรักษาความปลอดภัยยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงในคาซัคสถาน และการยกระดับความปลอดภัยห้องแล็บโรคติดเชื้อในยูเครน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า DTRA ทำหน้าที่เป็น "ระบบเตือนภัยล่วงหน้า" โดยทำงานร่วมกับ 35 ประเทศเพื่อปรับปรุง ความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity) หรือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคอันตรายรั่วไหลหรือถูกขโมยโดยผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะในคลินิกสัตวแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้าในการตรวจพบโรคระบาดในปศุสัตว์ เช่น กรณีของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา
| ระดับการตัดงบ | ผลกระทบหลัก | ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น |
|---|---|---|
| 20% | ลดการกวาดล้างทุ่นระเบิดและเฝ้าระวังโรค | การระบาดของโรคติดเชื้อในแอฟริกา |
| 40% | ปิดโครงการสกัดกั้น WMD และเฝ้าระวังชีวภาพ | การพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูงในรัฐนอกคอก |
| 60% ขึ้นไป | DTRA แทบจะสิ้นสภาพการทำงาน | การรั่วไหลของเชื้อโรคอันตรายและการสูญเสียอำนาจป้องปราม |
| ยกเลิกทั้งหมด | ยุติบทบาทความมั่นคงระหว่างประเทศ | จีนและรัสเซียเข้ามามีอิทธิพลแทนที่ในด้านความมั่นคงชีวภาพ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- งบประมาณที่เกี่ยวข้อง: เพนตากอนใช้จ่ายประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในด้านความช่วยเหลือและลดภัยคุกคาม ซึ่งถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับงบรวม 8.5 แสนล้านดอลลาร์
- เป้าหมายการลดงบ: รัฐมนตรีกลาโหมตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่การรบลงประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8%)
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: การถอนตัวของสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้รัสเซียและจีนเข้ามาสร้างพันธมิตรทางทหารและดึงตัวนักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ
- ประวัติการก่อตั้ง: DTRA เกิดจากความร่วมมือของวุฒิสมาชิก Sam Nunn และ Richard Lugar เพื่อจัดการอาวุธหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
อย่างไรก็ตาม DTRA มักตกเป็นเป้าหมายของการบิดเบือนข้อมูลจากรัสเซีย และถูกตั้งคำถามจากนักการเมืองบางกลุ่มในสหรัฐฯ เช่น วุฒิสมาชิก Rand Paul ที่สงสัยว่าหน่วยงานนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิจัยไวรัสที่เป็นต้นเหตุของ Covid-19 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าการโจมตีเหล่านี้เป็นการบั่นทอนความมั่นคงของสหรัฐฯ เอง
คำถามที่พบบ่อย
การตัดงบประมาณครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อคนในสหรัฐฯ อย่างไร?
แม้จะเป็นงบประมาณที่ใช้ในต่างประเทศ แต่การลดงบเฝ้าระวังโรคระบาดและความมั่นคงทางชีวภาพจะทำให้สหรัฐฯ ขาดระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคอุบัติใหม่จะแพร่กระจายเข้าสู่ชายแดนสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น
DTRA มีหน้าที่ทำอะไรบ้างในทางปฏิบัติ?
DTRA ทำหน้าที่ติดตามและทำลายอาวุธเคมี ชีวภาพ และนิวเคลียร์ รวมถึงช่วยประเทศพันธมิตรยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางชีวภาพและการโจรกรรมอาวุธ
ทำไมการตัดงบประมาณนี้ถึงถูกมองว่าช่วยส่งเสริมประเทศจีน?
เมื่อสหรัฐฯ ลดบทบาทและงบประมาณในการช่วยเหลือด้านความมั่นคง จีนและรัสเซียจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยการสร้างความร่วมมือกับกองทัพและห้องแล็บในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการขยายอิทธิพลและเข้าถึงความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์
การตัดงบประมาณนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด?
คาดว่าจะมีคำตัดสินขั้นสุดท้ายในช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา 90 วันตามคำสั่งบริหารที่ลงนามเมื่อวันที่ 20 มกราคม
การลดงบประมาณนี้ส่งผลต่อการป้องปรามอาวุธเคมีอย่างไร?
หากขาดงบประมาณ สหรัฐฯ จะสูญเสียความสามารถในการตรวจสอบและระบุแหล่งที่มาของการโจมตีด้วยอาวุธเคมี (เช่นที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออก) ซึ่งจะทำให้รัฐนอกคอกกล้าใช้อาวุธเคมีมากขึ้นเพราะไม่ต้องเกรงกลัวการถูกตรวจพบและลงโทษ



