ข้อมูลหลุดมหาศาล 3 พันล้านรายการ เผยความเสี่ยงเลข Social Security และรหัสผ่านเก่าที่ยังอันตราย
ในโลกของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การพบฐานข้อมูลที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้เข้าถึงได้สาธารณะกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยจนผู้เชี่ยวชาญบางคนเริ่มรู้สึกชินชา แต่สำหรับ Greg Pollock ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากบริษัท UpGuard การค้นพบล่าสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้นแตกต่างออกไป เพราะปริมาณข้อมูลที่หลุดออกมามีขนาดมหึมาจนน่าตกใจ และส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันจำนวนมหาศาล
ทีมวิจัยของ UpGuard ตรวจพบฐานข้อมูลออนไลน์ที่ไม่มีการป้องกัน ซึ่งภายในบรรจุข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อน โดยพบอีเมลและรหัสผ่านประมาณ 3 พันล้านรายการ และข้อมูลที่มีเลข Social Security Number (SSN) หรือหมายเลขประกันสังคมของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเลขประจำตัวบุคคลที่สำคัญที่สุดอีกประมาณ 2.7 พันล้านรายการ
แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่ข้อมูลชุดใหม่ทั้งหมด แต่ดูเหมือนจะเป็นการนำข้อมูลจากการรั่วไหลในอดีตหลายครั้งมามัดรวมกัน (Cobbled together) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เหล่านักค้าข้อมูล (Data Brokers) และอาชญากรไซเบอร์นิยมใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นมาใหม่ รวมถึงอาจมีข้อมูลจากการรั่วไหลของ National Public Data ในปี 2024 รวมอยู่ด้วย
วิเคราะห์ที่มาและช่วงเวลาของข้อมูล
เนื่องจากชุดข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะดาวน์โหลดมาวิเคราะห์ทั้งหมด ทีมวิจัยจึงใช้วิธีสุ่มตรวจตัวอย่าง 2.8 ล้านรายการ และพบข้อสังเกตที่น่าสนใจจากรหัสผ่านที่ผู้ใช้ตั้งไว้ โดยพบว่ามีการใช้ชื่อศิลปินอย่าง One Direction, Fall Out Boy และ Taylor Swift เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ชื่อวงอย่าง Blackpink หรือ BTS เพิ่งจะเริ่มปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อย
จากหลักฐานทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ทำให้ทีมวิจัยสรุปได้ว่าข้อมูลส่วนใหญ่มีที่มาจากช่วงปี 2015 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จะเป็นข้อมูลเก่า แต่ยังคงมีมูลค่าสูงสำหรับผู้ไม่หวังดีด้วยเหตุผล 2 ประการหลัก:
- พฤติกรรมการใช้รหัสผ่านซ้ำ: ผู้คนมักใช้อีเมลและรหัสผ่านเดิม หรือดัดแปลงเพียงเล็กน้อยในหลายเว็บไซต์ ทำให้แฮกเกอร์สามารถนำข้อมูลเก่าไปลองสุ่มเข้าสู่ระบบในปัจจุบันได้
- เลข SSN ไม่มีการเปลี่ยนแปลง: ต่างจากรหัสผ่านที่เปลี่ยนได้ แต่เลขประกันสังคมจะติดตัวบุคคลไปตลอดชีวิต ทำให้มันกลายเป็น "ขุมทรัพย์" สำหรับการโจรกรรมอัตลักษณ์ (Identity Theft)

การจัดการและผลกระทบที่เกิดขึ้น
ข้อมูลชุดนี้ถูกจัดเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของ Hetzner ผู้ให้บริการคลาวด์ในเยอรมนี หลังจากที่ Pollock ไม่สามารถระบุตัวเจ้าของฐานข้อมูลได้ เขาจึงแจ้งไปยัง Hetzner เมื่อวันที่ 16 มกราคม ซึ่งทางบริษัทได้ประสานงานกับลูกค้าจนนำไปสู่การลบข้อมูลออกจากระบบในวันที่ 21 มกราคม
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากการตรวจสอบคือ จากตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ พบว่า 1 ใน 4 ของเลข SSN เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและใช้งานได้จริง ซึ่งหากคำนวณตามสัดส่วนนี้ อาจมีเลข SSN ที่ใช้งานได้สูงถึง 675 ล้านรายการ นอกจากนี้ จากการติดต่อผู้เสียหายบางราย พบว่าหลายคนยังไม่ทราบว่าข้อมูลของตนหลุดออกไป และยังไม่ถูกนำไปใช้โจมตี ซึ่งหมายความว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
| หัวข้อข้อมูล | จำนวนที่ตรวจพบ (โดยประมาณ) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อีเมลและรหัสผ่าน | 3 พันล้านรายการ | ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2015 |
| บันทึกที่มีเลข SSN | 2.7 พันล้านรายการ | คาดว่ามีข้อมูลจริงประมาณ 25% |
| ตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ | 2.8 ล้านรายการ | ใช้เพื่อระบุช่วงเวลาและตรวจสอบความถูกต้อง |
| ระยะเวลาการจัดการ | 5 วัน | แจ้ง 16 ม.ค. และลบข้อมูล 21 ม.ค. |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- พบข้อมูลหลุดรวมกว่า 5.7 พันล้านรายการ ประกอบด้วยอีเมล รหัสผ่าน และเลข SSN
- ข้อมูลส่วนใหญ่คาดว่ารั่วไหลมาตั้งแต่ปี 2015 แต่ยังคงอันตรายเนื่องจากพฤติกรรมการใช้รหัสผ่านซ้ำ
- เลข SSN เป็นเป้าหมายหลักเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิต
- ข้อมูลถูกโฮสต์โดย Hetzner ในเยอรมนี และถูกลบออกหลังจากได้รับแจ้ง
- เหยื่อจำนวนมากไม่ทราบว่าข้อมูลของตนรั่วไหลจนกว่าจะมีการตรวจสอบ
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลเก่าจากปี 2015 ยังเป็นอันตรายในปัจจุบันได้อย่างไร?
เป็นอันตรายเพราะผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้อีเมลเดิมและรหัสผ่านเดิม หรือใช้รหัสผ่านที่คล้ายคลึงกันในหลายบัญชี ทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้ข้อมูลเก่าในการเข้าถึงบัญชีปัจจุบันได้
ทำไมเลข Social Security Number (SSN) ถึงมีความสำคัญมากสำหรับแฮกเกอร์?
เนื่องจาก SSN เป็นข้อมูลระบุตัวตนขั้นสูงสุดในสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ และที่สำคัญคือเลขนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต ทำให้ผู้ที่ได้ไปสามารถนำไปใช้สวมรอยหรือโจรกรรมอัตลักษณ์ได้ในระยะยาว
ข้อมูลนี้หลุดมาจากแหล่งเดียวหรือไม่?
ไม่น่าจะมาจากแหล่งเดียว แต่เป็นการนำข้อมูลจากการรั่วไหลในอดีตหลายครั้งมาประมวลผลรวมกัน ซึ่งเป็นวิธีการปกติของอาชญากรไซเบอร์และนักค้าข้อมูล
เราจะทราบได้อย่างไรว่าข้อมูลของเราอยู่ในชุดนี้หรือไม่?
ในกรณีนี้ ทีมวิจัยไม่ได้เปิดเผยฐานข้อมูลทั้งหมดเนื่องจากความละเอียดอ่อนของข้อมูล แต่แนะนำให้ผู้ใช้หมั่นตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูลผ่านบริการที่น่าเชื่อถือและเปลี่ยนรหัสผ่านอย่างสม่ำเสมอ
การลบข้อมูลออกจากเซิร์ฟเวอร์ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมดหรือไม่?
การลบข้อมูลออกจากเซิร์ฟเวอร์ช่วยหยุดการเข้าถึงเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถเรียกคืนข้อมูลที่อาจถูกดาวน์โหลดไปก่อนหน้านี้ได้ ข้อมูลที่หลุดไปแล้วจึงเปรียบเสมือน "ทุ่นระเบิด" ที่ยังคงสร้างความเสี่ยงได้ตลอดเวลา



