กองทัพเรือเม็กซิโกสกัดเรือดำน้ำขนยาเสพติด ยึดโคเคนเกือบ 4 ตัน

กองทัพเรือเม็กซิโกประสบความสำเร็จในการสกัดกั้น เรือกึ่งดำน้ำ (Semi-submersible vessel) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "เรือดำน้ำนาร์โค" (Narco-submarine) ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์ โดยการปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดโคเคนได้ถึง 179 แพ็ก น้ำหนักรวมเกือบ 4 ตัน พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 รายในน่านน้ำใกล้เมืองมันซานิลโล รัฐโกลิมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกองทัพเรือเม็กซิโก (Semar) และหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยมีการใช้ทรัพยากรทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเรือตรวจการณ์มหาสมุทร เครื่องบินปีกตรึง 2 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเรือสกัดกั้นอีก 2 ลำ โดยได้รับข้อมูลข่าวกรองที่สำคัญจากกองบัญชาการทางเหนือของสหรัฐฯ (US Northern Command) และหน่วยงานร่วมระหว่างหน่วยงาน (Joint Interagency Task Force) เพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมายกลางทะเล

เส้นทางลำเลียงและกลยุทธ์ของเครือข่ายยาเสพติด

จากการเฝ้าระวังของ Semar ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า La Gorgona และ El Desierto เพื่อขนส่งยาเสพติดจากโคลอมเบียและเอกวาดอร์ โดยมีจุดแวะพักสำคัญที่หมู่เกาะกาลาปาโกส และเกาะคลิปเปอร์ตัน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งเม็กซิโก เช่น บริเวณปุนตา เตฮูปัน ในรัฐมิโชอากัน โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือตลาดในสหรัฐอเมริกา

กลุ่มผู้ค้ามักใช้เรือเร็วและเรือกึ่งดำน้ำที่สร้างขึ้นเองจากไฟเบอร์กลาส เพื่อให้ยากต่อการตรวจพบด้วยระบบเฝ้าระวังทางทะเล ซึ่งในช่วงปี 2023 ถึงต้นปี 2025 เม็กซิโกสามารถยึดโคเคนได้มากกว่า 111 ตัน ทำลายเรือผิดกฎหมาย 223 ลำ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 476 ราย ซึ่งมีสัญชาติหลากหลายทั้งเม็กซิกัน เอกวาดอร์ โคลอมเบีย และประเทศในอเมริกากลาง

Image 6

การยกระดับมาตรการความมั่นคงระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ

ภายใต้การนำของประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม เม็กซิโกได้ประกาศใช้กลยุทธ์ที่เข้มงวดขึ้นในการต่อสู้กับกลุ่มคาร์เทล โดยเพิ่มการตรวจตราตามแนวชายแดนและเส้นทางเดินเรือ รวมถึงการส่งตัวผู้กระทำผิดในคดียาเสพติดจำนวนมากกลับไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้ประเด็นการแพร่ระบาดของยาเสพติดสังเคราะห์ เช่น เฟนทานิล (Fentanyl) เป็นเหตุผลในการกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกที่รุนแรงที่สุด โดยสั่งการให้เพนตากอนใช้กำลังทางทหารจัดการกับกลุ่มคาร์เทลในลาตินอเมริกา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย แม้จะเป็นการปฏิบัติการในน่านน้ำสากลก็ตาม นโยบายนี้เปลี่ยนบทบาทของกองทัพให้เข้ามาทำหน้าที่แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแบบดั้งเดิม

ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว นำไปสู่การโจมตีเรือขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนตอนใต้เมื่อวันที่ 2 กันยายน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 รายที่เชื่อมโยงกับแก๊ง Tren de Aragua และมีการโจมตีในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและแคริบเบียน โดยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตรวมแล้วประมาณ 145 ราย

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การยึดทรัพย์: ยึดโคเคนได้เกือบ 4 ตันในครั้งเดียว และรวมกว่า 10 ตันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ยุทธวิธี: ใช้เรือกึ่งดำน้ำไฟเบอร์กลาสเพื่อหลบเลี่ยงเรดาร์
  • เส้นทางหลัก: จากเอกวาดอร์และโคลอมเบีย ผ่านเกาะกาลาปาโกส มุ่งสู่สหรัฐฯ
  • สถิติรวม (2023-2025): ยึดโคเคนได้กว่า 111 ตัน และจับกุมผู้ต้องสงสัย 476 ราย
  • นโยบายสหรัฐฯ: ใช้กำลังทหารโจมตีกลุ่มคาร์เทลในน่านน้ำสากล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 145 ราย
สรุปผลการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดทางทะเล (2023 - ต้นปี 2025)
รายการ จำนวน/ปริมาณ
ปริมาณโคเคนที่ยึดได้รวม มากกว่า 111 ตัน
เรือผิดกฎหมายที่ถูกยึด/ทำลาย 223 ลำ
จำนวนผู้ถูกจับกุม 476 ราย
จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ ประมาณ 145 ราย

คำถามที่พบบ่อย

เรือกึ่งดำน้ำ (Semi-submersible) คืออะไร?

คือเรือที่ออกแบบมาให้ส่วนใหญ่ของตัวเรืออยู่ใต้ผิวน้ำ เพื่อลดการสะท้อนของเรดาร์และทำให้สังเกตเห็นได้ยากจากระยะไกล มักสร้างจากไฟเบอร์กลาสเพื่อใช้ในการขนส่งยาเสพติดข้ามมหาสมุทร

เส้นทาง La Gorgona และ El Desierto มีความสำคัญอย่างไร?

เป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่เครือข่ายยาเสพติดใช้ลำเลียงสินค้าจากอเมริกาใต้ (เอกวาดอร์และโคลอมเบีย) ผ่านจุดพักในมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อเข้าสู่เม็กซิโกและส่งต่อไปยังสหรัฐฯ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงใช้กำลังทหารในการปราบปรามยาเสพติด?

ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีการกำหนดให้กลุ่มคาร์เทลเป็นองค์กรก่อการร้าย ทำให้สามารถใช้สินทรัพย์ทางทหารปฏิบัติการได้ทั้งทางบกและทางทะเล แม้ในดินแดนต่างประเทศหรือน่านน้ำสากล

การปราบปรามยาเสพติดส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโกอย่างไร?

ประเด็นการลักลอบขนยาเสพติด โดยเฉพาะเฟนทานิล ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น การขู่ใช้มาตรการกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกหากไม่มีการปราบปรามที่เข้มงวดพอ