กฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์ UAE ข้อควรระวังในการโพสต์และแชร์ข้อมูลช่วงวิกฤต

ในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ไม่สงบ เช่น กรณีการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมบนโลกออนไลน์ด้วย ทางการ UAE ได้มีการจับกุมผู้ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอที่สร้างจาก AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายคนที่มองว่าการแชร์ภาพหน้าจอหรือคลิปสั้นๆ เป็นเรื่องปกติ แต่ในทางกฎหมาย สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นคดีอาญาที่ร้ายแรงได้

ความเข้มงวดของกฎหมายในช่วงภาวะฉุกเฉิน

ภายใต้กฎหมายอาชญากรรมทางไซเบอร์ของ UAE การกระทำที่ผิดปกติบนโลกออนไลน์มีบทลงโทษอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวิกฤต ภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน บทลงโทษจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ มาตรา 52 (Article 52) ที่ระบุถึงการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อแพร่กระจายข่าวปลอม ข่าวลือที่ทำให้เข้าใจผิด หรือเนื้อหาที่ขัดต่อประกาศของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและสร้างความตื่นตระหนกแก่สาธารณชน

ความแตกต่างของบทลงโทษระหว่างสถานการณ์ปกติและสถานการณ์วิกฤตมีความชัดเจน ดังนี้:

สรุปบทลงโทษตามมาตรา 52 ของกฎหมายไซเบอร์ UAE
สถานการณ์ โทษจำคุกขั้นต่ำ โทษปรับขั้นต่ำ
สถานการณ์ปกติ 1 ปี 100,000 ดีแรห์ม (AED)
ช่วงวิกฤต/ภัยพิบัติ/ฉุกเฉิน 2 ปี 200,000 ดีแรห์ม (AED)

คุณ Ahmed Elnaggar ที่ปรึกษากฎหมายจาก Elnaggar & Partners อธิบายว่า ในช่วงเวลาฉุกเฉิน รัฐจะไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ความถูกต้องของข้อมูลเท่านั้น แต่จะประเมินถึง ผลกระทบต่อความมั่นคง และการรับรู้ของประชาชนด้วย ดังนั้น สิ่งที่ผู้ใช้มองว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือการบันทึกเหตุการณ์ อาจถูกตีความว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายได้

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การแชร์เท่ากับการเผยแพร่: กฎหมายไม่แยกแยะระหว่างการโพสต์สาธารณะกับการส่งต่อในกลุ่มส่วนตัว หากผลลัพธ์สร้างความเสียหายถือว่ามีความผิด
  • ความรับผิดชอบของผู้ส่งต่อ: ผู้ที่ส่งต่อ (Forward) ข้อความหรือคลิป มีความรับผิดชอบทางกฎหมายเท่ากับผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับ
  • ความเสี่ยงจากการถ่ายภาพ: การถ่ายภาพสถานที่ความมั่นคงในช่วงความขัดแย้ง แม้ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล ก็อาจผิดประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้นเนรเทศสำหรับชาวต่างชาติ
  • แหล่งข้อมูลที่ปลอดภัย: ควรแชร์เฉพาะข้อมูลที่มาจากหน่วยงานรัฐบาลของ UAE ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อันตรายจากการแชร์ภาพหน้าจอ (Screenshots)

หลายคนเข้าใจว่าการแคปหน้าจอการสนทนาเพื่อส่งต่อในกลุ่มเพื่อนเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง แต่ในทางกฎหมายของ UAE การนำการสนทนาส่วนตัวมาเปิดเผยโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการบิดเบือนบริบทของข้อความจนทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย โดยกฎหมายจะพิจารณาที่ จุดที่มีการเปิดเผยข้อมูล มากกว่าเจตนาของผู้ส่ง

การส่งต่อข้อมูล (Forwarding) ไม่ใช่เรื่องกลางๆ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ "ฉันไม่ได้เป็นคนเขียน ฉันแค่ส่งต่อ" แต่ภายใต้ พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 34 ปี 2021 (Federal Decree-Law No. 34 of 2021) ซึ่งครอบคลุมทั้งการละเมิดความเป็นส่วนตัว การหมิ่นประมาทออนไลน์ และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในทางที่ผิด การส่งต่อข้อความผ่านแอปพลิเคชันอย่าง WhatsApp, Telegram หรือ Instagram ถูกนับเป็นการมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูล และต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหานั้นๆ เช่นเดียวกับผู้โพสต์คนแรก

คำถามที่พบบ่อย

การส่งข้อความในกลุ่มปิดมีความเสี่ยงทางกฎหมายหรือไม่?

มีความเสี่ยง เนื่องจากกฎหมาย UAE มองว่าการส่งต่อข้อมูล (Forwarding) คือขั้นตอนหนึ่งของการเผยแพร่ หากเนื้อหานั้นผิดกฎหมายหรือสร้างความปั่นป่วน ผู้ส่งต่อต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้สร้างเนื้อหา

หากไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความวุ่นวาย จะยังมีความผิดหรือไม่?

ในหลายกรณี กฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงแค่เจตนา แต่พิจารณาที่ผลลัพธ์ของการกระทำและการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะหรือบุคคลที่สาม

การถ่ายรูปเหตุการณ์ความมั่นคงแต่ไม่ได้โพสต์ลงเน็ต ผิดกฎหมายหรือไม่?

ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง โดยจะถูกพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา (Penal Code) แทนกฎหมายไซเบอร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การจำคุกหรือการเนรเทศออกนอกประเทศ

ควรทำอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยจากการใช้งานโซเชียลมีเดียใน UAE?

หลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลจากแหล่งที่ไม่ได้รับการยืนยัน ไม่ถ่ายภาพสถานที่ราชการหรือจุดยุทธศาสตร์ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางประกาศอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเท่านั้น